การแข่งม้า มีประวัติศาสตร์มายาวนานเป็นหนึ่งในกีฬาที่นิยมมากที่สุด ของอาณาจักรไบเซนไทน์และกรีกโบราณ ในสมัยจักรวรรดิโรมันการ แข่งม้าเป็นกีฬาที่นิยมอย่างกว้างขวางของกษัตริย์และขุนนาง ถึงแม้ การแข่งม้าจะเป็นส่วนผสมทั้งคนและม้า เป็นกีฬาที่ทำให้เกิดการบาดเจ็บ หรือเสียชีวิตบ่อยครั้ง แต่การแข่งม้าก็ได้รับความนิยมข้ามยุคข้ามสมัยมานานหลายศตวรรษ ในโลกปัจจุบันม้าแข่งถูกพัฒนาจนมีสายพันธุ์ที่หลากหลายและผันเข้าสู่วงจรการพนัน

แนวโน้มการแข่งม้าและการพนันม้าแข่งทั่วโลกชะลอตัวลง นับตั้งแต่ปี 2003-2011 และ กระเตื้องขึ้นเล็กน้อยในปี 2012 และปี 2014

เมื่อพิจารณาจากวงเงินการพนันม้าแข่งที่ถูกกฎหมายทั่วโลก ในปี 2012 มีมูลค่ารวม ทั้งสิ้น 81,952 ล้านยูโร โดยญี่ปุ่นมีวงเงินการพนันหมุนเวียนสูงสุด คือมีมากถึง 26,032 ล้าน ยูโร ตามด้วยออสเตรเลีย ฝรั่งเศส ฮ่องกง และสหรัฐอเมริกา ส่วนในปี 2014 มีมูลค่ารวม ทั้งสิ้น 95,188 ล้านยูโร หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ16.2 โดยญี่ปุ่นมีวงเงินการพนันหมุนเวียนสูงสุด คือมีมากถึง 19,808 ล้านยูโร ตามด้วยออสเตรเลีย สหราชอาณาจักร ฮ่องกง และฝรั่งเศส ขณะที่สหรัฐอเมริกาตามมาเป็นอันดับ 6 ด้วยมูลค่า 8,691 ล้านยูโร

หากจำ แนกวงเงินการพนันม้าแข่งที่ถูกกฎหมายตามภูมิภาคทั่วโลก พบว่า ตลาดเอเชีย ถือเป็นตลาดการพนันม้าแข่งที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของโลก โดยมีสัดส่วนถึงร้อยละ 58

สำหรับประเทศไทย การแข่งม้าและการพนันแข่งม้าประสบกับภาวะชะลอตัวเช่นเดียวกับทั่วโลก แม้ว่าการแข่งม้ามีลักษณะผูกขาดคล้ายๆ กับสลากกินแบ่งรัฐบาล แต่เข้าถึง ได้ยากกว่า อัตราการเสียภาษีของการจัดแข่งม้าค่อนข้างสูงและซํ้าซ้อนมีกรอบกฎหมาย ที่กำหนดให้ปฏิบัติที่เข้มงวดกว่า และเปิดช่องให้เกิดการกระทำ ผิดกฎหมายโดยกลุ่มผู้มีอำนาจวงในที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจฟาร์มม้าแข่ง

การแข่งม้าในประเทศไทยมีต้นกําเนิดมาจากสถาบันชั้นสูง รัชกาลที่ 5 และรัชกาลที่ 6 ทรงจัดตั้งราชกรีฑาสโมสรและราชตฤณมัยสมาคมฯ และสนามแข่งม้าในต่างจังหวัดอีก 8 สนาม ล้วนเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับนายทหารระดับสูงที่มีอำนาจทั้งสิ้น เมื่อมองในเชิงประวัตศาสตร์แล้ว การจัดแข่งม้าในประเทศไทยอาจแบ่งออกเป็นสาม ช่วง คือ

ช่วงแรก ช่วงที่ประเทศปกครองแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ รัชกาลที่ 5 ทรง มีพระบรมราชานุญาตให้ตั้งราชกรีฑาสโมสร หรือสนามฝรั่ง เพื่อเป็นสถานพักผ่อน บันเทิง คบหาสมาคมกันแต่อยู่ในวงจำ กัดเฉพาะชาวต่างชาติเป็นหลักเท่านั้น ต่อมารัชกาลที่ 6 ทรงมีพระบรมราชานุญาตให้ตั้งราชตฤณมัยสมาคมฯ หรือสนามม้า นางเลิ้งขึ้นเพื่อให้บริการแข่งม้าสำหรับคนไทย

ช่วงที่สอง ช่วงการเมืองประชาธิปไตยขยายตัว สนามม้าแข่งขยายตัวไปตาม หัวเมืองสำคัญในส่วนภูมิภาค โดยระยะแรกของช่วงนี้สนามม้าแข่งส่วนใหญ่จะตั้ง อยู่ในเขตทหารและบริหารจัดการแข่งขันโดยกลุ่มนายทหาร มีอย่างน้อย 6 สนาม ได้แก่ เชียงใหม่ นครราชสีมา อุดรธานี ขอนแก่น มหาสารคาม และร้อยเอ็ด

ช่วงที่สาม ช่วงการปรับตัวเพื่อความอยู่รอดของสนามม้าแข่งและกลุ่มผู้จัดทั้ง ในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค สนามม้าหลายแห่งในส่วนภูมิภาคถูกเปลี่ยนมือไป ทั้งในแง่ความเป็นเจ้าของและสิทธิในการบริหารจัดการ บางส่วนถูกถ่ายโอนให้ภาค เอกชนบริหารจัดการหรือเป็นเจ้าของสนามไปเลย จนกระทั่งปัจจุบัน สนามม้าแข่ง นครราชสีมาบริหารจัดการโดยกลุ่มนายทหาร สนามม้าแข่งขอนแก่นบริหารจัดการโดยองค์การบริหารส่วนจังหวัดสนามม้าแข่งอุดรธานีและร้อยเอ็ดบริหารจัดการ โดยภาคเอกชนสนามม้าแข่งเชียงใหม่บริหารจัดการโดยกลุ่มนายทหาร สำหรับ มหาสารคามปัจจุบันปิดดำเนินการแล้ว

จึงเป็นไปได้ว่าโครงสร้างกลุ่มบุคคลที่เป็นเจ้าของคอกแข่งม้าในประเทศไทยน่าจะเชื่อมโยงสัมพันธ์กันในเชิงอำนาจระหว่างการเมือง-ธุรกิจ-สถานะทางสังคม โดยมีการแข่งม้าและ สนามม้าเป็นสถานที่พบปะแลกเปลี่ยน เจ้าของคอกม้าในส่วนภูมิภาคส่วนใหญ่เป็นสมาชิกกิตติมศักดิ์และสมาชิกสามัญของสนามม้านางเลิ้งแทบทั้งสิ้น

ดังนั้น สนามม้านางเลิ้งจึงไม่เพียงเป็นศูนย์กลางของอำนาจทางเศรษฐกิจ การเมือง และสังคมที่ร่วมสมัยของประเทศเท่านั้น แต่ยังถือเป็นศูนย์กลางเชื่อมโยงสนามแข่งม้าเครือข่ายอื่นอีก 7 แห่งอีกด้วยซึ่งโครงสร้างธุรกิจแข่งม้าเป็นกิจกรรมของกลุ่มคนเฉพาะกลุ่ม เฉพาะพวก ที่ดำ เนินการจัดให้มีการแข่งขันและสืบทอดกิจการนี้ไว้ให้คงดำรงอยู่ภายในกลุ่ม แต่จะมีกลุ่มพ่อค้า-นักธุรกิจเข้ามาเพื่อสร้างสายสัมพันธ์ด้วย เพราะมีเป้าหมายเพื่อสร้างโอกาสทางธุรกิจให้แก่ตน รวมทั้งการคุ้มครองในการดำเนินธุรกิจและกิจกรรมอื่นๆ ซึ่ง ปฏิสัมพันธ์นี้อาจนำไปสู่การแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ต่างตอบแทนของระบบพวกพ้อง

การพนันม้าแข่งมี 2 ส่วน ส่วนแรก การพนันม้าแข่งถูกกฎหมาย หมายถึง การเล่น พนันตามรูปแบบที่สมาคมฯ กำหนดให้ และถ้ามีรายได้จากการเล่นการพนันจะต้องเสียภาษี ในอัตราที่ทางราชการกำหนด และส่วนที่สอง การพนันม้าแข่งที่ลักลอบเล่นกันโดยไม่ผ่าน ระบบที่สมาคมฯ จัดให้ เป็นการเล่นพนันผิดกฎหมาย

ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร มีคนเข้าสนามเฉลี่ย 9,000-15,000 คนต่อนัด แต่ละนัดมีเงิน การพนันหมุนเวียนอยู่ระหว่าง 80-100 ล้านบาท หากรอบหนึ่งปีมีการแข่งม้า 48 นัด จะมีเงินการพนันหมุนเวียนประมาณ 3,800-4,800 ล้านบาท

ส่วนต่างจังหวัด จำนวนคนเข้าสนามมีค่อนข้างน้อย 1,500-2,000 คนต่อนัด ผู้มี ประสบการณ์ประเมินว่า ยอดเงินหมุนเวียนจากการพนันม้าแข่งในต่างจังหวัด 5 สนาม เฉลี่ยต่อนัดเป็นเงิน 5-10 ล้านบาท หากรอบหนึ่งปีมีจำนวนการแข่งม้า 60 นัด จะมีเงินการพนันหมุนเวียนประมาณ 1,500-3,000 ล้านบาท

ดังนั้น ประมาณการวงเงินหมุนเวียนของการพนันม้าแข่งทั้งประเทศ ประมาณ 5,300- 7,800 ล้านบาทต่อปี และคาดว่าเงินกว่าร้อยละ 60 ของวงเงินนี้เป็นการพนันนอกระบบ

ผู้ประกอบการและผู้มีประสบการณ์ทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาคเห็นพ้องต้องกันว่า การลักลอบเล่นการพนันม้าแข่งนอกระบบมีสัดส่วนสูงเพราะ “โครงสร้างภาษีซํ้าซ้อนและสูง เกินไป” เมื่อผู้เล่นแทงถูกจะต้องเสียภาษีไม่ตํ่ากว่า 3 ประเภท คือ ภาษีรายได้หัก ณ ที่จ่าย ร้อยละ 5 ภาษีมูลค่าเพิ่มร้อยละ 7 และภาษีสรรพาสามิตรร้อยละ 20 ของเงินรายได้จากการ พนันทั้งหมด

ด้วยเหตุนี้ กลุ่มผู้มีอิทธิพล คนมีสี นักการเมือง นักธุรกิจจำนวนหนึ่ง จึงร่วม กันเป็นเจ้ามือรับแทงพนันแข่งม้าเสียเอง การทำผิดกฎหมายจึงเกิดขึ้นและดำรงอยู่สืบเนื่องเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน